แชมพู hybeauty สารที่ผสมลงไปในแชมพูทำให้มีคุณสมบัติต่าง ๆ

แชมพู hybeauty สารที่ผสมลงไปในแชมพูทำให้มีคุณสมบัติต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น สารให้กลิ่นหอม สารที่เป็นตัวทำละลาย ซึ่งที่นิยมใช้มากคือ alcohol, glycol, glycerol สารนี้ป้องกันการตกตะกอนของแคลเซียมจะทำให้ผมไม่มันและเหนียวสารที่ปรับสภาพผม เช่น lanolin ทำให้ผมแห้ง, imageprotein Q ทำให้เส้นผมมีน้ำหนัก, arly beta-aminopropionate ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตบนเส้นผม ส่วนสารที่ทำให้ผมเงางาม ได้แก่ 4-methyl-7 diethyl amino coumarin 4-emthyl-5-7 dihydrocoumarinสารช่วยให้เกิดฟอง ก็เป็นคุณสมบัติที่ทำให้ผู้บริโภคใช้นิยมใช้ การผสมเซลลูโลส ทรากะคัน และเจล ช่วยให้ดูว่าเนื้อยาสระผมเหนียวข้นขึ้น บางชนิดใส่เกลือลงไป กลายเป็นเจลเทียม บางชนิดเคลือบมุก ทำให้เนื้อยาสระผม ซึ่งมักเป็นของเหลวคลายเป็นครีมมุกทำให้เส้นผมนิ่ม หรือการใช้สารดูดซับพวกโลหะซึ่งมักตกตะกอนบนเส้นผม อันเป็นสาเหตุทำให้ผมไม่เป็นเงานอกจากนี้ ยังใช้สารกันบูดกันเชื้อโรค ใส่กลิ่นหอม ถ้ามีรังแคใส่สารขจัดรังแคเพิ่ม เช่น สังกะสี ไพรีไทโอน ไพรอกโตนโอลามีน กำมะถัน น้ำมันดิบ และน้ำมันต่างๆปัญหาที่เกิดจากการใช้แชมพู แชมพู hybeauty.

แชมพู hybeauty

แชมพู hybeauty เท่าที่มีปรากฏในรายงานทางการแพทย์ ปัญหาที่อาจพบได้มีดังต่อไปนี้ hybeauty shampoo

ปัญหาที่เกิดจากการระคายเคืองหนังศีรษะ พบได้น้อยมากโดยเฉพาะอย่างผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ที่ได้มาตราฐาน hybeauty vitalizing hair & scalp shampoo
ปัญหาที่เกิดจากค่าความเป็นกรด-ด่างของหนังศีรษะ แพทย์จะแนะนำให้ใช้แชมพูประเภท for pH-balanced shampoos
ปัญหาเกิดอาการผิวหนังศีรษะอักเสบชนิด seborrheic dermatitis ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณและชนิดของจุลินทรีย์เปลี่ยนแปลงไป พบได้น้อย
หนังศีรษะแห้ง เนื่องจากซีบุมถูกชะล้างออกไปมาก และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด สแต๊ฟฟิลโลคอคคัส ออเรียส ที่หนังศีรษะได้ง่ายกว่าปกติ แชมพู hybeauty
เกิดเป็นโรคผิวหนังอักเสบชนิด irritant contact dermatitis เท่าทีมีรายงานในวารสารการแพทย์พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากสาร sodium lauryl sulphate แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ sodium laureth sulphate แทน
เกิดเป็นโรคลมพิษชนิด contact urticaria สาเหตุจากน้ำหอมที่ผสมลงไป หรือสารกันบูด
เกิดเป็นโรคผิวหนังอักเสบชนิด allergic contact dematitis ส่วนใหญ่เกิดจาก chamomile, lavender, rose oil, kathon CG และ quaternium-15
เกิดเป็นโรคภูมิแพ้โปรตีนชนิด protein contact dermatitis พบได้น้อยมาก ทั่วโลกมีรายงานไม่ถึง 10 ราย

เมื่อก่อนนอกจากมะกรูดแล้ว เราใช้อะไรสระผม ข้าวเหนียวหน้าก้ง จ สมทรสงคราม
หน้าที่หลักของแชมพู คือ ขจัดน้ำมันธรรมชาติจากต่อมไขมันใต้หนังศีรษะออกจากเส้นผม น้ำมันดังกล่าวเป็นต้นเหตุใหญ่ที่ทำให้ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเหนียวติดแน่นบนเส้นผมสบู่ทั่วไปไม่มีคุณสมบัติเพียงพอจะทำหน้าที่นี้ได้ เพราะสบู่สะสมคราบของตัวมันเอง สำหรับสารซักฟอก detergent แล้ว หน้าที่ข้างต้นทำได้ง่ายมาก แต่สารซักฟอกยังไม่ถูกค้นพบเลยจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ ๑๙ ทั้งมิได้มีการผลิตในปริมาณมาก ๆ จวบจนทศวรรษที่ ๑๙๓๐ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วผู้คนในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา ดูแลรักษาความสะอาดเส้นผมของพวกเขากันอย่างไร ชาวอียิปต์โบราณเป็นผู้ริเริ่มวิธีปฏิบัติซึ่งต่อมาเป็นที่นิยมกันพวกเขาชำระล้างเส้นผมด้วยน้ำเปล่าผสมกับน้ำจากผลของพืชตระกูลซีทรัส ส้ม มะกรูด มะนาว กรดมะนาวมีฤทธิ์ขจัดไขมันจากหนังศีรษะให้หมดไปจากเส้นผมได้อย่างดียิ่ง น้ำยาล้างทำความสะอาดเส้นผมซึ่งผสมกันเองตามบ้าน โดยเติมกลิ่นหอมและมักจะผสมสบู่ปริมาณเล็กน้อยลงไปด้วย เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นเวลาหลายร้อยปี น้ำยาสระผมชนิดใหม่ซึ่งคล้ายสารซักฟอกเกิดขึ้นในยุโรปเมื่อตอนปลายสมัยกลาง ได้จากการต้มน้ำ สบู่ กับโซดา หรือโปแตช น้ำด่าง แชมพู hybeauty ส่วนผสมที่คล้ายคลึงกับแชมพูแต่ใกล้เคียงกับสบู่มากกว่านี้ปรุงขึ้นในบ้าน สูตรของแต่ละบ้านถือเป็นมรดกตกทอดจากคนรุ่นปู่ย่าตายายสู่รุ่นลูกหลาน คำว่า “ แชมพู ” กำเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษในช่วงเวลาเดียวกับที่นักเคมีชาวเยอรมันค้นพบสารซักฟอก ซึ่งพัฒนามาเป็นแชมพูสมัยใหม่ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ในช่วงปี ค ศ ๑๘๗๐-๑๘๗๙ รัฐบาลอังกฤษได้ถ่ายโอนอำนาจการควบคุมอินเดียจาก บริษัท บริติชอีสต์อินเดียอันทรงอิทธิพล รัฐบาลอังกฤษผ่อนปรนให้ชาวอินเดียซึ่งพูดภาษาฮินดูมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น เครื่องแต่งกายและศิลปะอินเดีย รวมทั้งถ้อยคำภาษาฮินดู กลายเป็นสิ่งที่นิยมชมชอบในอังกฤษ ในยุคแห่งความนิยมอินเดียนี้เองที่ช่างทำผมชาวอังกฤษได้บัญญัติ คำว่า “ แชมพู ” ขึ้นจากรากคำภาษาฮินดู “ แชมโป ” ซึ่งแปลว่า “ นวดคลึง ” แชมพูเมื่อครั้งกระโน้นไม่ใช่ของเหลวบรรจุขวดที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้าน แชมพูคือการนวดคลึงหนังศีรษะและผมที่เปียก ชุ่มด้วยน้ำสบู่ให้แก่ลูกค้าของร้านทำผมชั้นนำในอังกฤษ แต่ละร้านจะไม่เปิดเผยสูตรเฉพาะของตนโดยถือเป็นความลับสุดยอดช่างทำผมจะเป็นผู้ปรุงส่วนผสมของน้ำยาสระผมด้วยตนเองโดยทำกันอยู่หลังร้านนั่นเอง ถึงแม้ว่าสูตรอาจแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ส่วนประกอบหลัก ๓ ตัวที่ขาดไม่ได้ คือ น้ำ สบู่ และโซดา ส่วนแชมพูซึ่งมีสารซักฟอกเป็นส่วนผสมสำคัญ และถือกันว่าเป็นแชมพูจริง ๆ นั้น แรกผลิตขึ้นในประเทศเยอรมนีในช่วงศตวรรษที่ ๑๘๙๐-๑๘๙๙ และมีจำหน่ายในท้องตลาดหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ค ศ ๑๙๑๔-๑๙๑๘ จอห์น เบรก เป็นผู้เปิดตลาดแชมพูในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณปี ค ศ ๑๙๐๐ ขณะนั้นเบรกอายุ ๒๕ ปี เป็นหัวหน้าหน่วยอาสาสมัครดับเพลิงของ รัฐแมสซาชูเซ็ตส์ เขาประสบปัญหาผมร่วงร้ายแรง แม้ว่าแพทย์หลายคนที่เขาไปปรึกษายืนยันว่าไม่มีวิธีใดจะรักษาอาการศีรษะล้านได้ เบรกซึ่งเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีก็ไม่ยอมรับคำทำนายอาการโรคของแพทย์เหล่านั้น เขาพยายามพัฒนาตัวยาป้องกันผมร่วง ตัวยาปลูกผม รวมทั้งวิธีการนวดหนังศีรษะในลักษณะต่าง ๆ เพื่อต่อสู้กับอาการศีรษะล้านที่คุกคามเขาอยู่ ในปี ค ศ ๑๙๐๘ เบรกเปิดศูนย์บำบัดรักษาหนังศีรษะขึ้น ณ เมืองสปริงฟีลด์ ในไม่ช้าแชมพูสูตรพิเศษของเขาก็เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางตามร้านทำผมในเมืองนั้น เขาขยายกิจการออกไปยังเมืองอื่น ๆ ทั้งยังคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ในปี ค ศ ๑๙๓๐ เบรกแนะนำแชมพูสำหรับผมธรรมดาเข้าสู่ตลาดอีก ๓ ปีต่อมาเขาเสนอแชมพูสำหรับผมมันและผมแห้ง ธุรกิจดูแลเส้นผมของเขาประสบความสำเร็จ ขยายออกไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ทว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวใดเลยที่สามารถหยุดยั้งอาการศีรษะล้านของเขาลงได้ แชมพู hybeauty.

ozee gluta mix การที่จะดูว่าใครมีสุขภาพดีหรือใส่ใจตัวเอง

ozee gluta mix การที่จะดูว่าใครมีสุขภาพดีหรือใส่ใจตัวเองมากแค่ไหน นอกจากจะดูที่ผิวหน้าต้องสดใสแล้วผิวกายก็ต้องสะอาด สดใสไร้คราบไคล ถึงจะดูสุขภาพดี หลายคนใส่ใจบำรุงแต่ผิวหน้า หาครีมหรือผลิตภัณฑ์สารพัดมาบำรุง แต่ละเลยที่จะดูแลผิวกาย ท้ายที่สุดต่อให้ผิวหน้าสดใสอย่างไรแต่ผิวกายหมองคล้ำภาพลักษณ์โดยรวมก็ติดลบอยู่ดี ในเมื่อเราใส่ใจดูแลผิวหน้าแล้วก็อย่าลืมใส่ใจและดูแลผิวกายให้เหมือนกับผิวหน้ากันด้วยการดูแลผิวกายนอกจากการอาบน้ำชำระคราบไคล หรือการใช้ครีมบำรุงแล้ว ผิวกายก็เช่นเดียวกับผิวหน้าที่มีเซลล์ผิวเก่าสะสมทำให้ผิวหมองคล้ำไม่สดใส วิธีการแก้ไขปัญหาผิวชนิดนี้ คือ การขัดผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าออกไป แล้วเราจะมีเซลล์ผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิม เพื่อเตรียมพร้อมรับการบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพจากครีมทาผิวต่อไปสูตรขัดผิวตามธรรมชาติการขัดผิว เราต่างก็หวังผลให้ผิวใส ไม่หมองคล้ำ เป็นการขัดเอาผิวหนังที่ตายแล้วออกไปเพื่อที่จะเผยผิวใหม่ที่ขาวสดใสกว่าเดิม แต่สูตรการขัดผิวก็มีหลายสูตร ควรเลือกให้เหมาะกับตัวเองมากที่สุด เรามาเลือกดูกันว่าสำหรับผิวเราแล้วเหมาะกับสูตรขัดผิวชนิดใด1.สูตรมะขามเปียก น้ำผึ้ง สูตรนี้มีสรรพคุณหลายด้านทั้งผิวหน้าและผิวกาย สำหรับผิวกายนั้นขั้นตอนการทำจะง่ายกว่าผิวหน้าเพียงนำเนื้อมะขามเปียกผสมน้ำผึ้งคนให้เข้ากันพอหนืด นำเนื้อมะขามผสมน้ำผึ้งไปพอกผิว ใช้ใยบวบชุบน้ำพอหมาดมาขัดถูผิวหลังการอาบน้ำ เน้นบริเวณที่มีรอยด้านดำ เช่น ข้อศอก ข้อเข่า ต้นคอ แล้วล้างออก ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตาย กระตุ้นการผลัดผิวใหม่ทำให้ผิวใสขึ้น ozee gluta mix.

ozee gluta mix

ozee gluta mix วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก และน้ำผึ้ง โอซี กลูต้า มิกซ์

มะขามมีสาร AHA (Alpha Hydroxy Acids) และ BHA (Beta Hydroxy acid) ซึ่งเป็นกรดผลไม้ตามธรรมชาติอย่างอ่อนที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออก รวมทั้งวิตามินซี (Vitamin C) ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) จากชั้นหนังแท้ (Dermis) ทำให้ผิวขาวใส หากใครเป็นแผล หรือผื่นถลอกควรงดการทำสูตรนี้ ไปก่อน

2. สูตรมะเขือเทศ เพียงนำมะเขือเทศ 2 ผลใหญ่ มาปั่นไม่ต้องละเอียดมาก หรือหั่นเป็นแว่นๆ นำมาขัดผิวให้ทั่ว พอกทิ้งไว้10 นาที แล้วล้างออก มะเขือเทศมีสารช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำทำให้ผิวไม่แห้งตึงมากเกินไป สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวัน ozee gluta mix

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยมะเขือเทศ
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยมะเขือเทศ
ในมะเขือเทศมีสารไลโคปีน (Lycopene) ที่อยู่ในกลุ่มแคโรทีน (Carotene) เป็นสารช่วยป้องกันรังสียูวี (Ultraviolet) ที่เป็นตัวการทำลายคอลลาเจน (Collagen) ในผิวทำให้ผิวอ่อนล้าและขาดน้ำ ไลโคปีนจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและรักษาน้ำในผิวไว้ได้

3. การขัดผิวด้วยขมิ้น นับเป็นสูตรยอดนิยมที่ใช้กันมานาน วิธีการ คือ นำขมิ้นสดมาบดไม่ต้องละเอียดมาก นำไปขัดผิวให้ทั่ว หลังจากนั้นพอกผิวทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้สามารถทำได้ 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยขมิ้นชัน
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยขมิ้นชัน
ขมิ้นชันมีสาร Curcumin หรือ Curcuminoid ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยฟื้นฟูผิวที่อ่อนล้า กระตุ้นหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น จึงทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ช่วยลดความหมองคล้ำของผิว

4. สูตรเกลือทะเล น้ำมันมะกอก นำน้ำมันมะกอก 30 ซีซี ผสมกับเกลือทะเล 1 กำมือ นำมาขัดผิวให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณข้อศอก เข่า หลังจากนั้นพอกทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยเกลือทะเล และน้ำมันมะกอก
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยเกลือทะเล และน้ำมันมะกอก
ในเกลือทะเลมีแร่ธาตุต่างๆ มากมาย กำจัดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดทำให้ผิวเปล่งปลั่ง ทำให้รูขุมขนขยายซึ่งเหมาะกับการทาครีมบำรุง เพราะสารที่มีประโยชน์จากครีมบำรุง จะซึมสู่ผิวได้เร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น

5. สูตรมะละกอ นำมะละกอสุกมาบดไม่ต้องละเอียดมาก หรือหั่นเป็นแว่น นำมาถูวนตามร่างกายโดยเฉพาะ ข้อศอก เข่า และพอกทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยมะละกอ
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยมะละกอ
มะละกอมีเอนไซม์ชื่อ ปาเปน (Enzyme Papain) และไคโมปาเปน (Chymopapain) เอนไซม์ 2 ตัวนี้ออกฤทธิ์ช่วยย่อยโปรตีนจึงช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำออก เผยผิวใหม่ที่ขาวสดใสกว่า หากระหว่างที่ทำการขัดผิวรู้สึกคันให้อาบน้ำล้างมะละกออก และหยุดการใช้สูตรนี้ไป

6. สูตรว่านหางจระเข้ นับว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์ทางด้านความงามหลายประเภททั้งต่อใบหน้า และผิวพรรณ วิธีการ คือ นำใบว่านหางจระเข้มาแช่น้ำ 10-15 นาที ให้ยางเหลืองออกก่อน นำไปปลอกเปลือกและล้างยางซ้ำอีกครั้งให้สะอาด นำวุ้นใสมาขัดผิวไปเรื่อยๆ แล้วพอกทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้อ่อนโยนต่อผิวสามารถทำซ้ำได้ทุกวัน

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยว่านหางจระเข้
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้มีสารอะลอคตินเอ (Aloctin A) สารตัวนี้ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ จึงช่วยให้ผิวขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งส่วนประกอบของว่านหางจระเข้ส่วนใหญ่ คือ น้ำ จึงช่วยให้ผิวชุ่มชื่นและมีความยืดหยุ่นจึงลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

7. สูตรกากกาแฟขัดผิว ก็คือกากกาแฟสดที่เป็นของเหลือหลังบดกาแฟสดนั่นแหล่ะค่ะ วิธีการอาจนำกากกาแฟมาผสมน้ำผึ้ง หรืออาจใช้กากกาแฟแบบเพียวๆ นำมาขัดถูบริเวณผิวให้ทั่วตัว 15 นาที แล้วล้างออก สามารถทำสูตรนี้ได้ทุกวัน

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยกากกาแฟ
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยกากกาแฟ
กาแฟมีข้อดีกว่าเกลือทะเล คือ ไม่บาดผิว การขัดผิวด้วยกากกาแฟจึงอ่อนโยนกว่าเกลือทะเล สรรพคุณของกาแฟ คือ ช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดสูบฉีดดี ผิวพรรณจึงเปล่งปลั่ง สดใส อีกทั้งเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วนำมาบดจะกลายเป็นผงถ่าน ซึ่งมีสรรพคุณในการดูดสารพิษและสิ่งสกปรกต่างๆ เมื่อนำมาพอกผิวจะช่วยลดเซลลูไลต์ (Cellulite) หรือผิวมะกรูดได้อีกด้วย

8. สูตรนมสด นับว่าเป็นสูตรความงามอย่างหนึ่งของราชินีคลีโอพัตราที่ใช้เพื่อผิวสวยเปล่งปลั่ง วิธีการ คือ นำนมสดราดไปบริเวณผิวและใช้ใยบวบชุบน้ำหมาดๆ ขัดไปเรื่อยๆ ทั่วร่างกาย 10-15 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวัน

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยนมสด
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยนมสด
ในนมวัวมีไขมันที่ช่วยเคลือบผิวไม่ให้สูญเสียน้ำง่าย และช่วยต้านรังสียูวี นอกจากนี้ยังมีสังกะสีสูง ซึ่งสังกะสีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ทำงานคู่กับวิตามินเอ (Vutamin A) ช่วยให้ผิวใส ลดความหมองคล้ำ

9. สูตรแอปเปิ้ล นมสด นำแอปเปิ้ลมาปั่นรวมกับนมสด ผสมไม่ให้เหลวไป ทำเท่าที่ใช้ นำมาขัดผิวให้ทั่ว พอกทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก ผิวจะนุ่ม สดใส

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยแอปเปิ้ล และนมสด
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยแอปเปิ้ล และนมสด
แอปเปิ้ลมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีอิลาสติน (Elastin) และคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น มีน้ำมีนวล รวมทั้งมีกรดมาลิก (Malic acid) และทาร์ทาริก (Tartaric acid) ที่ช่วยย่อยโปรตีนจึงช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออกลดความหมองคล้ำ อีกทั้งกลิ่นแอปเปิ้ลยังมีสรรพคุณในเรื่องช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้สดชื่น

10. สูตรมันฝรั่ง นำมันฝรั่งมาฝานเป็นชิ้นบางๆ มาขัดถูบริเวณผิวหนังและวางแปะบริเวณที่มีรอยดำมาก เช่น ข้อศอก เข่า ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวัน

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยมันฝรั่ง
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยมันฝรั่ง
มันฝรั่งมีวิตามินซีสูง จึงช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นผิวหนังแท้ คอลลาเจนจะช่วยให้ผิวใหม่ขาวใสขึ้น

11. น้ำตาลทรายแดงขัดผิว วิธีการ คือ นำน้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับนมสด ? ถ้วย นำมาขัดบนผิวที่เปียกด้วยใยบวบ ถูวน 15 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1 -2 ครั้ง สูตรนี้อาจเปลี่ยนจากนมสดเป็นน้ำผึ้ง หรือน้ำมะนาวก็ได้

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยน้ำตาลทรายแดง และนมสด
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยน้ำตาลทรายแดง และนมสด
หลายคนแปลกใจว่าน้ำตาลทรายแดงดีต่อผิวอย่างไรในเมื่อเป็นสารให้ความหวาน หากเรามองไปที่ต้นตอแล้วน้ำตาลทรายแดงมาจากธรรมชาติจึงมีกรดผลไม้จากธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ ซึ่งกรดผลไม้นี้เองสามารถขัดผิวได้ลึกถึงรูขุนขน อีกทั้งมีวิตามินบี (Vitamin B) เป็นวิตามินที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการต้านทานรังสียูวี

12. สูตรข้าวโอ๊ต โดยใช้ข้าวโอ๊ตบดละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ นำมาขัดถูด้วยใยบวบเบาๆ บริเวณผิวที่เปียกน้ำและพอกผิวทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก สูตรข้าวโอ๊ตจะช่วยให้ผิวนุ่ม เพิ่มความยืดหยุ่น อาจผสมน้ำผึ้ง มะขาม หรือน้ำมะนาวลงไป ozee gluta mix เพราะช่วยสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวขาวใส ส่วนข้าวโอ๊ตอาจเปลี่ยนเป็นเมล็ดข้าว แต่ต้องบดให้ละเอียดป้องกันเมล็ดข้าวบาดผิว

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยข้าวโอ๊ต
วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตบดมีเส้นใยไฟเบอร์ช่วยสครับผิวอย่างอ่อนโยน อีกทั้งวิตามินอีที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น อ่อนนุ่ม และช่วยเพิ่มความต้านทานรังสียูวี

13. สูตรดินสอพองขัดผิว วิธีการโดยการนำดินสอพองมาผสมกับน้ำผึ้ง มะขามหรือน้ำมะนาวมาขัดผิวให้ทั่วตัว เน้นบริเวณที่คล้ำ คือ ข้อศอก เข่า อาจใช้กากมะขามหรือเปลือกมะนาวถูไปมา พอกทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

วัตถุดิบของสูตรขัดผิวด้วยดินสอพอง

ดินสอพองเป็นแร่ธาตุช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างให้ผิว ทำให้ผิวมีสภาพไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และยังช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น จึงลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

14. สูตรขัดผิวจากกากถั่วเหลือง สูตรนี้นำกากถั่วเหลืองที่เหลือจากการทำนมถั่วเหลืองมาผสมกับน้ำผึ้ง มะขาม หรือน้ำมะนาว นำมาขัดถูบริเวณผิวไปเรื่อยๆ 10-15 นาที แล้วล้างออก กากถั่วเหลืองเป็นสครับละเอียดจึงอ่อนโยนต่อผิวพรรณสามารถทำได้ทุกวัน ozee gluta mix.

kalow เคล็ดลับลดความอ้วนลดขนาดจานให้เล็กลง

kalow เคล็ดลับลดความอ้วนลดขนาดจานให้เล็กลง หากเราเป็นคนหนึ่งที่เคยชอบกินข้าวจานใหญ่ ๆ ให้ลองเปลี่ยนใช้จานที่มีขนาดเล็ก แล้วกินแบบเบิ้ล 3 จานแทน เฮ้ยยย…ไม่ใช่ล่ะ ! เพราะถ้าเรากินข้าวจานเล็ก ๆ ปริมาณข้าวก็จะน้อยลง เพราะขนาดของจานที่เล็กลงจะทำให้เรารู้สึกว่าเราได้กินข้าวไปมากพอแล้ว (เป็นหลักจิตวิทยาเล็ก ๆ น้อย ๆ) ซื้อของเข้าบ้าน ก่อนออกจากบ้านไปซื้อของทุกครั้ง เราควรจดรายการที่ต้องการจะซื้อหรือจำเป็นต้องซื้อลงในกระดาษ เพื่อให้เราแน่ใจว่าอาหารดังกล่าวนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อการควบคุมน้ำหนัก เมื่อมาถึงร้านแล้ว ไม่ว่าจะเจอของยั่วตายั่วใจแค่ไหนก็ให้ยั้งใจและซื้อของตามรายการที่จดมาเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเตือนสติของเราไม่ให้ซื้อของอ้วน ๆ มาใส่ในตู้เย็นได้ ฝึกให้กระเพาะเล็กลง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเราสามารถฝึกให้กระเพาะของเราเล็กลงได้ด้วยการกินอาหารให้น้อยและ “เป็นประจำ” แล้วกระเพาะของเราจะบีบตัวลงเพื่อให้พอดีกับปริมาณที่เคยเข้ามาเอง หากทำครบสัปดาห์ จากที่เคยกินข้าวเป็นกะละมัง ก็จะกลายเป็นจานเล็ก ๆ ได้โดยที่เราไม่ต้องฝืนใจอะไรเลยหมากฝรั่งปลอดน้ำตาล ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ปากว่าไม่ได้ ก็ให้พกหมากฝรั่งปลอดน้ำตาลเอาไว้ เวลาอยากกินนู่นนี่ ก็ให้แกะหมากฝรั่งมาเคี้ยวไปเรื่อย ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความอยากอาหารลงไปได้ในระดับหนึ่ง ห้ามเด็ดขาดกับยาลดความอ้วน ยาลดความอ้วนที่เราเห็นในปัจจุบัน มันไม่ใช่ยาวิเศษที่ทำให้น้ำหนักลดได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่เป็นยาพิษที่ทำลายสุขภาพของเรามากกว่า เพราะยาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำให้เราเบื่ออาหาร ร่างกายหมดเรี่ยวแรง นอกจากนั้นยังมีผลต่อจิตใจอีกด้วย อีกอย่างยาลดความอ้วนก็ยังเป็นยาที่มีผลเพียงระยะสั้น เพราะถ้าคุณเลิกกิน เราก็จะมีความอยากอาหารมากขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้ผู้ที่กินยานั้นจะกลับมาอ้วนยิ่งกว่าเดิม kalow.

kalow
kalow ดื่มชากาแฟอย่างไรไม่ให้อ้วน ความจริงแล้วตัวน้ำชาและกาแฟนั้นไม่มีอะไรที่ทำให้เราอ้วนได้เลย แต่สิ่งที่ทำให้เราอ้วนนั้นก็คือน้ำตาล ครีมเทียม หรือว่านมที่ใส่ลงไปต่างหาก ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ตัวเองอ้วนฉุเพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ ก็ควรงดการใส่น้ำตาล ครีมเทียม และนมโดยด่วน แกลโล
เมื่อเครียดอย่ากิน หลายคนเมื่อเครียดมาก ๆ จะชอบกินของหวานเพื่อคลายความเครียด แม้จะเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดอย่างได้ผลและเราก็ทำได้ก็ตาม แต่เราก็ต้องกินในปริมาณที่น้อย หรือถ้าจะให้ดีก็ไปหากิจกรรมอย่างอื่นที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดทำแทนจะดีกว่า เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นอินเทอร์เน็ต อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อน เป็นต้น kalow
รับมือกับวันนั้นของเดือน ในช่วงมีประจำเดือน หลายคนนอกจากจะหงุดหงิดแล้ว ยังมีอาการอยากกินนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด แต่เราสามารถรับมือกับความอยากนั้นได้ด้วยการเอาของที่ทำให้อ้วนออกจากตู้เย็นให้หมด ใส่ผลไม้ไว้เยอะ ๆ แทน เน้นกินผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อช่วยลดความอยาก พยายามควบคุมอารมณ์ จิตใจ และความอยาก หรือหาอะไรทำเพื่อให้ลืม ถ้าทนไม่ไหวจริง ๆ ก็ให้กินสักคำสองคำก็พอ
อย่าอดอาหาร การอดอาหารไม่ใช่ทางออกที่ดีของการลดความอ้วนในระยะยาว เพราะการอดอาหารมื้อหนึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างระบบป้องกันขึ้นมา โดยกักเก็บไขมันเอาไว้ แล้วทำการเผาผลาญอาหารให้น้อยลง เมื่อเราหยุดอดอาหาร ร่างกายก็จะเผาผลาญอาหารได้น้อยและทำให้อ้วนได้ง่ายยิ่งขึ้น
อาหารเช้าห้ามอด ไม่ว่าเราจะลดน้ำหนักแบบเอาเป็นเอาตายแค่ไหน แต่อาหารเช้าก็ยังเป็นอาหารที่สำคัญที่สุด เพราะอาหารเช้าที่เรากินเข้าไปจะนำไปถูกแปรเป็นพลังงานให้เราตั้งแต่เริ่มวันใหม่ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญอาหารทั้งมื้อเช้าและมื้ออื่น ๆ
อาหารเช้าต้องมีประโยชน์ อาหารเช้าที่ทำให้เราหิวเร็วได้แก่ อาหารจำพวกแป้งอย่างขนมปัง ซึ่งมันจะทำให้เราหิวเพิ่มขึ้นในเวลาไม่นาน ดังนั้น อาหารเช้าที่ดีควรมีไขมันและโปรตีนเป็นส่วนประกอบ แต่ก็อย่ากินในปริมาณที่มากเกินไปล่ะ เชื่อเถอะว่าสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก กาแฟ 1 แก้วกับขนมปัง 1 แผ่น ยังไงก็ไม่เวิร์กเท่ากับอาหารเหล่านี้
งดอาหารระหว่างมื้อหรืออาหารว่าง เพราะนอกจากจะเป็นอาหารมื้อที่ไม่จำเป็นแล้ว ยังเป็นพลังงานส่วนเกินของร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เราจะกินอาหารเหล่านี้ก็เพียงเพราะความอยาก ถ้าเราอยากกินจริง ๆ ก็ให้กินพวกผักผลไม้แทนจะดีกว่า
งดอาหารยามค่ำคืน ในยามกลางคืน ไม่ว่าเราจะกินอะไรก็ตามก็ล้วนแต่ทำให้อ้วนได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือขนม เพราะระบบการย่อยอาหารของเราจะทำงานได้ไม่เต็มที่ช่วงนี้ ดังนั้น หากหลัง 5 โมงเย็นไปแล้ว เราก็ไม่ควรจะกินอะไรอีกเลย ถ้าหากต้องการที่จะลดน้ำหนักจริง ๆ หรือแม้แต่ไม่ต้องการให้เพิ่มขึ้นก็ตาม
กินอาหารให้ครบห้าหมู่ สัดส่วนของอาหารที่ต้องการในแต่ละวัน คือ โปรตีน 20%, ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ 20%, ผักและผลไม้ต่าง ๆ 50% เมื่อเรากินอาหารเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดก็ตาม ร่างกายของเราจะทำการย่อยจนเป็นสารอาหารชนิดต่าง ๆ แล้วนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรือเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ดังนั้น อาหารที่กินเข้าไปจึงมีความสำคัญต่อร่างกาย ถ้าอดอาหารก็จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่สบาย ไม่มีพลังงาน และไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่ถ้าหันมารับประทานอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เราก็ไม่อ้วนแล้วล่ะ
เวลาและปริมาณการกิน ในมื้อเช้าเราควรจะกินก่อนเวลา 8 โมงเช้า โดยควรเป็นอาหารที่ค่อนข้างให้พลังงานสูง อาจจะเป็นเนื้อสัตว์ ข้าวเล็กน้อย ผักผลไม้บ้าง ซึ่งมื้อเช้านี้เราควรกินแต่พออิ่ม ไม่ต้องเสียดายแม้ว่าอาหารจะเหลือก็ตาม ส่วนมื้อเที่ยงควรกินก่อนเที่ยงครึ่ง การกินมื้อนี้เรายังสามารถกินได้ตามแต่ที่เราอิ่มหรือมากกว่ามื้อเช้าเล็กน้อย แต่อย่าให้มากจนเกินไปนัก เพราะในช่วงบ่ายร่างกายก็ยังจำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานในการทำงานอยู่ ส่วนมื้อเย็นนั้นคุณควรกินก่อน 6 โมงเย็น หรือว่ายิ่งเร็วยิ่งดี หรืองดกินไปเลยแล้วไปกินผลไม้แทนก็ทำได้ ซึ่งมื้อเย็นนี้เราควรกินให้น้อยกว่ามื้ออื่น ๆ เพราะหลังจากนี้เราก็ไม่ค่อยได้ใช้พลังงานอะไรแล้ว อีกสักพักก็ต้องเข้านอน แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีเวลาทำงานไม่เหมือนคนอื่น อย่างเช่นทำงานกลางคืน คุณสามารถจัดเวลาการกินอาหารของในแต่ละมื้อได้โดยดูจากความเหมาะสมเป็นหลัก กะเวลาระหว่างมื้อให้พอดี เพื่อไม่ให้เราหิวโหยอาหารมากเกินไป แต่ที่สำคัญก็คือ “เราต้องกินอาหารให้ตรงช่วงเวลาที่เรากำหนดเอาไว้ทุกวัน“
งดอาหารทอดและไขมันจากสัตว์ ไขมันจากสัตว์เป็นไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งเป็นไขมันที่เราไม่ควรที่จะกินเข้าไปมากที่สุด และให้เปลี่ยนมาใช้ไขมันจากพืชแทน kalow เพราะจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า ส่วนอาหารทอดนั้นเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง หรือกินให้น้อยที่สุด เพราะถ้ากินในปริมาณมากเกินไปจะทำให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดและมีไขมันไปกระจุกตัวอยู่บริเวณต่าง ๆ
งดหนังสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังไก่ หนังเป็ด ชั้นไขมันของหมู ของวัว ขอแนะนำให้งดและเลิกไปเลยจะดีกว่า เพราะมันมีไขมันเยอะมาก ซึ่งจะทำให้เราอ้วนฉุได้แบบงง ๆ เลยล่ะ
งดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เค็มจัด หรือเปรี้ยวจัด เพราะอาหารที่มีรสจัดนอกจากจะไม่ดีต่อการทำงานของลำไส้แล้ว มันยังเป็นตัวกระตุ้นให้เราอยากอาหารมากขึ้นอีกด้วย
งดอาหารเค็มจัด การกินอาหารเค็มนั้นเป็นผลเสียต่อการที่เรากำลังลดความอ้วน เพราะอาหารรสเค็มจะทำให้เราอยากและเจริญอาหารมากยิ่งขึ้น
ห้ามกินของร้อน ของร้อนในที่นี้หมายถึงอาหารที่เรากินเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายของเราร้อน อย่างเนื้อสัตว์ ไขมัน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ เพราะร่างกายจะไม่เผาผลาญพลังงานเมื่อเราเพิ่มความร้อนให้กับร่างกาย
ลดคาร์โบไฮเดรต นอกจากเหตุผลที่ว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารที่เปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลได้แล้ว การลดคาร์โบไฮเดรตยังช่วยในเรื่องของการเผาผลาญไขมันในร่างกายอีกด้วย หากเรากินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งให้น้อยลง ร่างกายจะไปเผาผลาญไขมันที่เรากินเข้าไป หากเรากินไขมันเข้าไปน้อย ร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันที่เราสะสมเอาไว้ จึงทำให้ไขมันที่มีอยู่ในร่างกายของเราหดหายไป
กินผักผลไม้แทนอาหารมื้อเย็น อย่างที่รู้ ๆ กันว่า อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุด แต่ก็กลายเป็นมื้อที่คนละเลยกันมากที่สุด ในทางกลับกันอาหารเย็นควรจะเป็นมื้อที่ละเลย แต่เป็นมื้อที่คนใส่ใจกันมากที่สุด 55555+ คิดผิดคิดใหม่ซะนะ ตอนเย็นถ้างดได้ก็งดเลย ถ้าหิวก็กินผลไม้ต่าง ๆ เข้าไปแทน kalow.